วันอังคาร, กรกฎาคม 29, 2008
ถ้าคุณตามใจปากแต่ไม่อยากอ้วน
1. กินข้าวเร็ว – การกินข้าวเร็วมาก แทบจะไม่เสียเวลาเคี้ยว กินแล้วกลืน คนอื่นยังกินอยู่ เราก็เรียบร้อยแล้วจานแรก ทำไงละคราวนี้ ก็ไปเบิ้ลจานสองสิ เขาว่ากินข้าวเร็วกระเพาะยัง ไม่ทันรับรู้ถึงความรู้สึกอิ่มเลย ดังนั้นค่อยๆกิน ไม่ได้จะรีบไปไหน จะให้ดี ก็ทานน้ำเยอะหน่อย จะได้อิ่มไวๆ
2. ดูโทรทัศน์ไป กินไป – นี้ก็เป็นสาเหตุใหญ่อีก เวลาดูกีฬา ถ้าจะให้สนุกต้อง โค๊กกับเลย์ค่ะถึงจะเชียร์กีฬาสนุก แล้วเจ้า 2 ตัวนี้ ต่างก็แคลอรีสูงทั้งคู่เลย ปาเข้าไปไม่ต่ำกว่า 500 แคลอรี นี้เฉพาะอาหารว่างนะค่ะ แล้วที่กินเป็นอาหารหลักละ ไปแล้วเท่าไร ไม่อ้วนให้มันรู้ไป ของพวกนี้ เรียกว่า กินแล้วไม่ค่อยคำนึง เพราะกินไปเรื่อยๆมาเรียงๆ หมด ก็ไปเอามากินอีก ลองเปลี่ยนใหม่ ได้ไหมว่า เชียร์กีฬาไป กินผลไม้ไป เป็นการเชียร์กีฬาเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง อ้อ ส่วนเครื่องดื่ม น้ำเปล่าค่ะ
3. เสียดายของ – ก็ได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กค่ะว่า กินข้าวจะต้องกินให้หมดจานอย่าเหลือ ทิ้งไว้ สงสารชาวนาที่ปลูกข้าว เต็มไปด้วยความยากลำบากกว่าจะได้ข้าวมาเม็ดหนึ่งพอเรากิน แม้จะอิ่มแล้วแต่ก็ต้องกินให้หมด เฮ้อ บางทีนะดิฉันว่าลดความสงสารชาวนาลงหน่อย สงสารตัวเรา มากขึ้นพออิ่ม ก็คือ อิ่ม ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมขนาดต้องกินให้หมดบางทีเห็นน้องๆกินเหลือ ยังไปช่วยเหลือเอามากินอีกให้หมด ต้องมาเสียเงินสำหรับลดน้ำหนักมากกว่าอีก
4. เครียดแล้วกิน – อันนี้ดิฉันว่าเป็นโรคจิตแบบหนึ่งเลยนะ ประเภทประมาณว่าประชด อะไร ไม่พอใจ เครียด ก็เอาอาหารเป็นที่ระบาย กินเอากินเอา อย่างอกหัก แทนที่จะกินข้าวไม่ลง ไม่เลย บอกตัวเองว่า กินเข้าไป กินเข้าไป กินมันให้ท้องแตกตายไปเลย สุดท้ายไม่ตายค่ะ
แต่มานั่งกลุ้มใจกับน้ำหนักที่เพิ่มพูนขึ้น
5. ให้รางวัลโดยการกิน – นี้ก็เป็นนิสัยหนึ่งที่ชอบนัก เวลาเราดีใจ หรือทำอะไรประสบความสำเร็จ ต้องมีการนัดฉลองกันหน่อย กินฉลองสอบได้ กินฉลองได้ลูกค้าใหม่ กินฉลองวันเกิด กินฉลองวันเข้าพรรษา กินฉลองมันได้ทุกวัน ลองเปลี่ยนวิธีการให้รางวัลเป็นแบบของขวัญ หรือไปเที่ยว หรืออะไรก็ได้ ที่ไม่ต้องมาโยงกับการกิน ดีไหม
6. กินอาหารคาว ต้องตามด้วยของหวาน – ไม่รู้ทำไมต้องเป็นสูตรแบบนี้ เหมือนตอนอยู่โรงเรียนจำได้ว่า พอกินข้าวเที่ยงเสร็จ จะต้องตามด้วยของหวาน พวกกล้วยบวดชี บวดฟักทอง ถั่วดำ และอีกสารพัด กินแบบนี้มาอย่างต่อเนื่อง ลองเปลี่ยนของหวานเป็นผลไม้ดีกว่า แอปเปิ้ล ฝรั่ง แตงโม และอีกเยอะแยะค่ะ
7. ต้องเอาให้คุ้ม – ไปกินบุปเฟ่ต์ กินเท่าไรก็ได้ อย่างนี้ต้องกินให้เยอะๆ เอาให้คุ้ม ตักพูนจาน กินจนหมด อิ่มแล้ว แต่ยังไม่คุ้ม ไปตักเอามากินอีก นี้ถ้าไม่เกรงใจ จะเอาใส่ถุงพลาสติกกลับบ้านอีกนะนี้นะ อย่างบุปเฟ่ต์ของร้านไดโดมอน ชอบเป็นชีวิตและจิตใจ กินเข้าไป กินเข้าไป พอหันกลับมา เอ๊ะทำไมจานเนื้อจะท่วมมิดเราแล้วนะนี้ พอๆ เลิกนิสัยแบบนี้เถอะ ไม่ต้องเอาให้คุ้มนักหรอก สงสารร้านเขาบ้าง
ไม่ใช่กินให้คุ้มแล้วแบบนี้ เป็นการกินให้ร้านเขาเจ๊งมากกว่า
8. ยอมแพ้อะไรง่ายๆ – คือ หลายครั้งที่เข้าโปรแกรมลดน้ำหนัก พอมันไม่ค่อยลด ก็ท้อใจ หันกลับไปกินมากเหมือนเดิม แถมยังยอมรับอย่างน่าสลดว่า ความอ้วนยังไงก็ต้องอยู่ติดตัวคู่กับเราไปทั้งชีวิตแน่ๆ อย่าค่ะ อย่าไปเชื่อยังงั้นสิ สู้ๆเข้าไป สู้เข้าไป มันลดได้สิ ยอมแพ้วันนี้ก็ต้องแพ้ มันไปตลอดกาล แต่หากสู้ เราก็ยังมีหวังเอาชนะได้ค่ะ
9. ออกกำลังกายแล้วกินเยอะขึ้น – เป็นกันหลายคนจริงไหม คิดแต่ว่า เวลาออกกำลังกาย เราก็ใช้พลังงานไปเยอะแล้วนะ ให้รางวัลหน่อย กินเยอะขึ้นกว่าเดิม อ้วนค่ะ ที่ออกไปคืนมาหมด เรียกว่าเป็นพวกออกสลึง กินบาท น่าเสียดายจริงๆ หลายคนคิดว่า เอ๊ะ การออกกำลังกายทำให้ กินเยอะขึ้นหรือเปล่า ตอบเลยว่า ไม่จริงค่ะ ที่กินเยอะ เป็นเรื่องของจิตใจเรามากกว่า ยกตัวอย่าง หากออกกำลังกายโดยการวิ่ง 1 ชั่วโมง อย่างมากก็ประมาณ 600 แคลอรี จำนวนเท่านี้ หากกินเลย์กับโค๊ก มันก็เกิน 600 แคลอรีแล้วละค่ะ
วันจันทร์, กรกฎาคม 28, 2008
10 วิธี ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน
10 วิธี ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน
การเพิ่ม metabolism ทำให้มีการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานจากอาหารและอาหารเสริมที่คุณทานเข้าไปด้วย ทำให้คุณอยากดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้น และน้ำที่คุณดื่มยังช่วยสนับสนุนการขับพิษ การขับถ่ายและการย่อยอาหารในร่างกายอีกด้วย และนี่เป็น 10 วิธีที่จะช่วยให้คุณเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานค่ะ
1. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ
"ยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อเรียบมาก ร่างกายคุณก็จะเผาผลาญพลังงานมาก" ซึ่งวิธีการทำให้กล้ามเนื้อเรียบก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่ยกดัมเบลล์อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มเหมือนกัน แต่ช่วงที่ระดับเมตาบอลิซึ่มคุณพุ่งสุดขีดนั้นน่ะ ไม่ใช่ตอนที่คุณวิ่งหอบแฮกๆ บนสายพานหรอกนะคะ แต่หลังจากนั้นอีกสัก 2-3 ชั่วโมงค่ะ
2. ขยับตัว
อยากเผาผลาญแคลอรี่ให้เร็วที่สุดก็ต้องออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายนั้นเราต้องทำเป็นประจำ อย่างน้อยที่สุดก็วันละ 30 นาที อย่างปกติก็ 1 ชั่วโมง วิ่งเหยาะๆหรือเต้นแอโรบิกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง(แต่ไม่ควรที่จะหักโหมมากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้คุณเหนื่อยหอบได้) และไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนก็ช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มทั้งนั้นล่ะ ให้หัวใจได้เต้นแรงเต็มที่ 120 ครั้งต่อนาที ให้ต่อเนื่องนานสัก 30-45 นาที
3. กิน
ยิ่งร่างกายคุณขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อก็จะล้า การเผาผลาญก็จะน้อยลง ทางที่ดีกินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 3-4 มื้อ ยังดีกว่าอดอาหารไปเลย แต่อย่าลืมว่า ควรจะเป็นคนเลือกินสักหน่อย ไม่ใช่บอกว่าให้เลือกกินของแพงนะคะ แต่ให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากกว่า ลดไขมันจากสัตว์ แต่เพิ่มปริมาณผักและผลไม้
4. งดน้ำตาล
เหตุผลง่ายๆ ก็คือน้ำตาลที่เหลือใช้แล้ว ร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมัน เพราะฉะนั้นลดน้ำตาล ก็จะช่วยลดไขมันไปในตัว
5. อย่าลืมกินอาหารเช้า
เป็นความจริงที่ว่าคนที่กินอาหารเช้าที่มีประโยชน์ หุ่นดีกว่าคนที่อดข้าวเช้า และอาหารเช้ายังทำให้ระดับเมตาบอลิซึ่มของคุณวันนั้นพุ่งเป็น 2 เท่าด้วย อีกอย่างอาหารเช้าจะช่วยทำให้สมองปลอดดปร่ง สามารถเริ่มทำงานได้อย่างเต็มที่
6. กินอาหารเผ็ดร้อน
เป็นคนไทยแสนจะโชคดี มีอาหารที่รสจัด มีทั้งพริกขี้หนูและพริกไทย แต่อย่าทานที่เผ็ดจนลิ้นชา หน้าแดง น้ำตาไหลนะคะ เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อกระเพาะและลำไส้ได้
7. ดื่มชาเขียว
เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเร่งเมตาบอลิซึ่มได้ดีและปลอดภัยกว่ากาแฟ ที่สำคัญตอนนี้หาซื้อได้ง่าย มีหลายรสชาติให้เลือกรับประทานด้วยค่ะ
8. ดื่มน้ำเยอะๆ
จะช่วยขับสารพิษหลังจากที่ร่างกายเผาผลาญพลังงานแล้ว น้ำเย็นๆยังช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มกระเตื้องขึ้นอีกนิดหนึ่งด้วยนะ อีกสูตรที่จะช่วยให้คุณมีผิวพรรณที่สดใส นั่นคือ 1 2 3 3 1 อย่าเพิ่งงค่ะ เพราะว่า 1 2 3 3 1 ที่ว่านี้คือ หลังจากตื่นนอนให้ดื่มน้ำก่อน 1 แก้ว ตอนสายอีก 2 แก้ว ตอนเที่ยงถึงบ่ายอีก 3 แก้ว ตอนเย็น 3 แก้ว และก่อนนอนอีก 1 แก้ว
การดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ...ดีต่อสุขภาพ
อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่น้ำจะเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะต้องดื่มน้ำเพราะความจำเป็น แต่ในความเป็นจริง น้ำ เป็น “อาหารอันวิเศษ” ที่ช่วยในการดูแลรูปลักษณ์อย่างถาวร
ต้องทำน้ำเพื่อให้ไตทำงาน
ไตไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเราทานน้ำไม่เพียงพอ เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้
ตามปกติ ตับก็จะเป็นตัวที่ต้องทำงานหนักขึ้น หน้าที่หลักของตับก็คือ ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันที่สะสม
ในร่างกายให้เกิดเป็นพลังงาน แต่ตับต้องมาทำหน้าที่ของไต ทำให้มันไม่สามารถทำหน้าที่หลักได้อย่าง
เต็มที่ ด้วยเหตุนี้เอง จำทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันได้น้อยลง และยิ่งเพิ่มการสะสมไขมันในร่างกาย
มากขึ้น และทำให้การดูแลรูปลักษณ์หยุดชะงักลง
กักน้ำด้วยน้ำ
การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เป็นการรักษาของเหลวไว้ได้ดีที่สุด เมื่อร่างกายได้รับน้ำน้อย มันจะรับรู้ว่า
จะต้องรักษาความอยู่รอดไว้โดยจะต้องรักษาน้ำไว้ทุกหยด ร่างกายจะกักเก็บน้ำไว้ในที่ว่างพิเศษใน
โพรงเล็กๆ (ภายนอกเซลล์) ซึ่งจะเห็นได้จากอาหารบวมที่เท้า มือ และขา การขับปัสสาวะจะช่วยให้ดีขึ้น
ชั่วคราว และจะบังคับให้ร่างกายเกิดความรู้สึกว่าจะต้องมีน้ำเข้ามากักเก็บไว้พร้อมกับความต้องการสารอาหารที่สำคัญบางชนิด เมื่อร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ อาการที่เกิดขึ้นก็จะหายเป็นปกติ วิธีที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดน้ำในร่างกาย ก็คือเราจะต้องดื่มน้ำในปริมาณมากเพื่อที่ร่างกายจะมีน้ำไว้ใช้ยามขาดแคลน หากคุณมีปัญหาร่างกายขาดน้ำอาจมาจากสาเหตุที่ร่างกายได้รับปริมาณเกลือมากเกินไป ร่างกายของเราจะสามารถรับปริมาณโซเดียมได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่การกำจัดปริมาณเกลือที่ทานเข้าไปเกินความต้องการนั้นสามารถทำได้ง่าย เพียงแต่ดื่มน้ำให้มากขึ้นเท่านั้น เพราะน้ำจะช่วยให้ไตขับโซเดียมออกมา คนที่มีน้ำหนักมากร่างกายต้องการน้ำมากกว่าคนผอม คนตัวใหญ่จะมีการเผาผลาญที่มากกว่า น้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีน้ำหนักมาก เพราะน้ำเป็นตัวสำคัญที่ช่วยในการเผาผลาญไขมัน
น้ำยังช่วยทำให้กล้ามเนื้อของเรามีความชุ่มชื้น และยังทำให้ผิวหนังไม่เหี่ยวย่นหลังจากการดูแลรูปลักษณ์ เซลล์ขนาดเล็กสามารถลอยตัวอยู่ได้ด้วยน้ำทำให้ผิวหนังดูเปล่งปลั่งและสดใส ชุ่มชื้น น้ำยังช่วยกำจัดของเสีย ระหว่างการดูแลรูปลักษณ์ร่างกายจะมีของเสีย โดยเฉพาะไขมันที่จะต้อง
กำจัดออก ซึ่งถ้าหากร่างกายมีน้ำเพียงพอก็สามารถกำจัดของเสียเหล่านี้ออกมาได้มาก
น้ำช่วยบรรเทาอาการท้องผูก
น้ำสามารถช่วยไม่ให้ท้องผูก หากร่างกายได้รับน้ำน้อย ทำให้ขับถ่ายลำบาก ซึ่งทำให้เกิดท้องผูก แต่สามารถช่วยให้หายได้ โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอ
ได้มีการค้นพบว่าน้ำมีส่วนช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ ร่างกายไม่สามารถทำหน้าที่ได้โดยสมบูรณ์หาก
ได้รับน้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการเผาผลาญไขมันที่สะสม หากร่างกายเก็บน้ำไว้มากจะดูได้จากการ
ที่มีน้ำหนักเกิน แต่แก้ไขได้โดยการดื่มน้ำเพิ่มขึ้น การดื่มน้ำมากขึ้นจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการดูแล
รูปลักษณ์ ดื่มน้ำเท่าไหร่จึงจะพอ? โดยเฉพาะควรดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน
ควรดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้นอีก และจะต้องเพิ่มขึ้นอีกหากคนๆ นั้น ชอบออกกำลังกาย หรืออยู่ในที่ๆมีอาการ
ร้อน หรือแห้ง น้ำเย็นจะถูกดูดซึมในร่างกายได้เร็วกว่าน้ำอุ่น บางหลักฐานแนะนำว่า การดื่มน้ำเย็นจะช่วยเผาผลาญแคลลอรี่ ในการที่จะใช้ประโยชน์จากการดื่มน้ำเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดควรปฏิบัติ ดังนี้
เช้า ดื่มน้ำหนึ่งควอต ทุก ๆครึ่งชั่วโมง
บ่าย ดื่มน้ำหนึ่งควอต ทุก ๆครึ่งชั่วโมง
เย็น ดื่มน้ำหนึ่งควอต ระหว่างเวลา 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม
เมื่อร่างกายได้รับน้ำ มันจะต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ร่างกายจำเป็นต้องรักษาระดับของของเหลวให้สมดุลย์ไว้ ซึ่งเรียกว่า "breakthrough Point" ซึ่งหมายถึง ต่อมเอ็นโดซีนจะสามารถทำงานได้ดีขึ้น
เมื่อการรักษาระดับของเหลวในร่างกายเบาบางลงเนื้องจากสูญเสียน้ำ ไขมันจำนวนมากจะถูกนำมาใช้
เป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากตับมีอิสระในการทำหน้าที่เผาผลาญไขมันที่สะสม ทำให้เกิดความรู้สึกกระหายน้ำ รู้สึกหิวตลอดเวลา หากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดการขาดความสมดุลย์ในการรักษาระดับของเหลวในร่างกาย ซึ่งจะทำให้คุณมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร เพื่อกลับคืนสู่สภาพปกติคุณจะต้องดื่มน้ำจำนวนมากขึ้น
ข้อห้ามของคนอยากผอม
1. ห้ามอด
อย่าไปเชื่อว่า การอดมื้อ กินมื้อแบบยาจกนั้น จะทำให้คุณผอมเพรียวลงได้Denise Austin ผู้เขียนเรื่อง "Loose Those Last 10 Pounds " บอกว่า การที่คุณอดอาหารไปบางมื้อ จะทำให้ระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ทำงานได้ช้าลง ยิ่งทำให้อัตราการเผาผลาญไขมัน ทำได้น้อยลงตามไปด้วยอย่างนี้ อดแทบตาย ก็มีแต่จะเป็นลมล้มพับ แต่ไม่ยักกะผอมเสียทรง
2. ห้ามผัดวันประกันพรุ่ง
อย่าพยายามหาเหตุผลมาผัดวันประกันพรุ่ง เช่น วันนี้มีงานเลี้ยงที่บ้านเจ้านาย ขอกินให้พุงกางก่อน
พรุ่งนี้ค่อยเริ่มลดใหม่ แต่หารู้ไม่ ไม่มีวันพรุ่งนี้ที่รอคอย เพราะวันต่อมา คุณอาจมีเหตุผล(ในการกิน)
ก็ยัยแก้วเพื่อนซี้นะสิ ชวนไปหม่ำกับแกล้มแถมเลี้ยงเบียร์แก้วโต ไม่ไปก็กลัวเพื่อนจะงอน แล้วในที่สุด
คุณก็ยังไม่ได้เริ่มคุมน้ำหนักอย่างที่ฝันไว้ สรุปว่า ถ้าอยากหุ่นดี ก็ควรเริ่มลงมือทันที แต่ก็ไม่ต้องถึงกับยอมหักดิบ ค่อยเป็นค่อยไป และไม่ควรใจอ่อนกับตัวเอง สักวันหนึ่งคุณก็จะผอมได้ชัวร์
3. ห้ามใจร้อน
ก็แหม ! กว่าที่คุณจะอ้วนฉุได้ขนาดนี้ ก็คงใช้เวลาไม่น้อยหรอกน่า เพราะบางคนอาจจะเผลอลืม
คืนวันที่เคยผอมไปแล้วนี่ การที่จะลดน้ำหนักส่วนเกินลง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในชั่วข้ามคืน แม้ว่าคุณ
จะไม่สามารถที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลง 5 กิโล ภายใน 2 สัปดาห์ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ ลองให้เวลามากขึ้น
อีกหน่อย อาจจะ 2 เดือน หรือ3 เดือน หากคุณไม่ถอดใจไปเสียก่อน คุณก็มีสิทธิ์เป็นสาวหุ่นดีได้แน่
4.ห้ามขี้เกียจ
รู้ ๆ อยู่ว่า ถ้าอยากเป็นสาวหุ่นเพรียว ก็ต้องหมั่นออกแรง ให้เสียเหงื่อกันหน่อย แต่วิธีนี้กลับเป็นทางออกสุดท้ายที่จอมขี้เกียจอย่างเรา ๆ คิดจะเลือก ก็มัวไปถามหายาลดความอ้วน ที่ไม่ได้ช่วยให้คุณผอม
ได้ในระยะยาว และยังมีผลข้างเคียงที่น่าหวาดกลัวมิใช่น้อย สรุปว่าถ้าอยากผอมจริง ๆ ก็ต้องขยัน
ขยับตัว ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องออกแรง เรียกเหงื่อหลาย ๆ หยดหน่อย เพราะการออกกำลังกาย
เป็นหนทางเดียวที่ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินของคุณได้อย่างปลอดภัย และหวังผลได้ชัวร์ๆ ด้วยสิ
ถ้าอยากประกาศศึกกับความอ้วนจริง ๆ ห้ามขี้เกียจเป็นอันขาด
5. ห้ามแตะน้ำอัดลม
เครื่องดื่ม รสซ่า เต็มฟอง เย็นเจี๊ยบสักกระป๋อง อาจทำให้คุณรู้สึกเต็มที่กับชีวิต แต่เครื่องดื่มชนิดนี้
ก็หนักแคลอรี่อย่าบอกใครเชียว ซ้ำร้ายยังเป็นภัยเงียบที่กัดกร่อนความแข็งแกร่งของกระดูกลงทุกวัน
ซึ่งอาจทำให้คุณกลายเป็นสาวกระดูกพรุนในวันข้างหน้าได้ หันมาดื่มน้ำเปล่าแทนจะดีกว่า ช่วยดับ
กระหายคลายร้อนได้ดีไม่แพ้กัน แถมยังถูกสตางค์ และไม่มีแคลอรี่ไห้หนักตัว
6. ห้ามคลายเครียดด้วยการกิน
จะเหงาใจ กลัดกลุ้ม หรือรู้สึกย่ำแย่แค่ไหน ควรหาทางออกด้วยการฟังเพลง เดินเล่น พูดคุยกับใครสักคนที่รักเรา (จริง ๆ) ดีกว่าการหันหน้าพึ่งพาขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน หรือไอศกรีม ซึ่งอาจช่วยบำบัดอารมณ์ได้เพียงชั่ววูบ แต่ก็ทำให้คุณอ้วนแบบไม่รู้ตัว ซ้ำร้ายต้องมานั่งหน้าหมองกับหุ่นอันแสนฉุไปอีกหลายเดือน
ไม่คุ้มน่า อย่าเสี่ยง
7. ห้ามตามใจปาก
ถ้าอยากคุมน้ำหนักตัวให้อยู่หมัดจริง ๆ อย่าได้เผลอตามใจปากบ่อยนัก ควรคิดก่อนกินเสมอ อะไรที่
ควรกิน อะไรที่กินได้ แต่อย่าบ่อยนัก อะไรที่ควรเลี่ยงไปเลย ก็ต้องทำเมินกันจริง ๆ แล้วคุณจะเป็น
สาวหุ่นดีแบบถาวร
ง่าย ๆ แค่นี้เราเชื่อว่าคุณทำได้แน่ แล้วอย่างนี้ใคร ๆ ก็คงเลิกเรียกน้องหมูแล้วล่ะ จริงไหม
งานบ้านเผาผลาญแคลอรี
1. แทนที่คุณจะนำเสื้อผ้าไปจ้างร้านซักรีด จัดเวลาสัปดาห์ละครั้ง รีดผ้าของคุณเอง เพื่อไม่ให้เบื่อ
อาจทำไปพร้อม ๆ กับดูทีวีรายการโปรดไปด้วย
2. แทนที่คุณจะนำรถไปให้ศูนย์บริการทำความสะอาดให้ การลงมือทำความสะอาดรถ ล้างรถ ดูดฝุ่น
ด้วยตัวคุณเอง เลือกช่วงเย็น พอมีแดดอ่อน จะเป็นวิธีออกกำลังกายที่ได้ผลดีทีเดียว
3. การปัดกวาดบ้าน ถูพื้น รวมทั้งทำความสะอาดบานประตู หน้าต่าง ให้สะอาดใสแจ๋วนั้น จะช่วยบริหาร
ช่วงไหล่ ต้นแขน ขา และหลังส่วนบนได้ค่ะ ในระหว่างที่ทำก็อาจจะเปิดเพลงสนุกๆ ดนตรีเร้าใจจะทำให้
คุณทำงานบ้านด้วยอารมณ์สนุกสนาน เพลิดเพลิน งานบ้านที่เคยน่าเบื่อ ก็จะเป็นกิจกรรมสนุก ๆ ที่ทำให้
คุณสดชื่นขึ้นได้ค่ะ
ปริมาณแคลอรี่ที่ใช้ในวลา 1 ชั่วโมง
ทำกับข้าว 176 แคลอรี่
รีดผ้า 120 แคลอรี่
ปัดฝุ่น 191 แคลอรี่
ทำสวน 400 แคลอรี่
เช็ดถูบานหน้าต่าง 250 แคลอรี
งานบ้านมีประโยชน์มากกว่าที่คิด
มีผลการศึกษาของ มหาวิทยาลัยโทรอนโท ในแคนาดา ระบุว่า ผู้หญิงที่มักอ้างว่า เธอมีภาระหนักอึ้ง
กับงานในบ้าน จนแทบไม่มีเวลาไปยิมนั้น จริง ๆ แล้วงานบ้านที่พวกเธอทำ ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าที่เธอคิด ผลการศึกษายังยืนยันด้วยว่ากิจกรรมของงานบ้านที่พวกเธอทำ ใช้แคลอรี่มากถึง
82 % ของพลังงานทั้งหมดที่เธอใช้ในแต่ละวัน
นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาของทีมนักวิจัยของ
งานบ้านมีประสิทธิภาพ ในการเผาผลาญแคลอรี่ ได้พอ ๆ กับการออกกำลังกายในรูปแบบอื่น ที่ช่วย
บริหารหลอดเลือด นอกจากนี้ผลการศึกษายังยืนยันว่า งานบ้านหลาย ๆ อย่าง มีผลต่อการลดความเสี่ยง
ในการเกิดโรคหัวใจ ในระดับเดียวกันกับการออกกำลังกายอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือด
เวลาที่เราเครียด ร่างกายก็จะเกร็ง และทำให้เกิดอาการปวดหลัง หรือปวดตามเนื้อตัวได้
ซึ่งอาการปวดนี่แหละ คือที่มาของอาการสมองหด!!!
งานวิจัยล่าสุด ค้นพบแล้วว่าคนที่มีอาการปวดตามร่างกายบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดขา ปวดแขน
หรือปวดตามข้อ ตามเนื้อตัว ฯลฯ จะมีปริมาณของสมองที่น้อยกว่าคนทั่วไป!!!
นักวิจัยได้จับคนที่มีอาการปวดหลังอยู่เสมอ มาทดสอบ
อย่างน่าตกใจ พวกเขามีปริมาณสมองน้อยกว่าคนทั่วไปถึง 11 เปอร์เซ็นต์เชียวน้า
นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นว่าความเครียดจากการทำงานหนัก
จะทำให้สมองของคนเราทำงานหนักจนเกินไป และทำให้ระบบบางส่วนเกิดการหดตัวได้!!!
ซึ่งอาการนี้จะทำให้สมองทำงานได้ไม่เหมือนเดิมอีก
และจะส่งผลต่อการเกิดอาการปวดตามที่ต่างๆ ในร่างกายตามมาด้วย
เพราะฉะนั้น น้องๆ ทั้งหลาย ก็อย่าเครียดมาก หรือทำงานหนักจนเกินไป
เพราะไม่งั้นกว่าจะรู้ตัว สมองของเราอาจจะหดเหลือนิดเดียว กลายเป็นคนโง่ก็ได้นะ
ถอดรหัสความปวด ปวดหัว ปวดไหล่ ปวดเนื้อ ปวดตัว
สารพัดสาระพันอาการปวดทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ว่าใครต่างเคยโดนพิษสงเล่นงานมาแล้วทั้งสิ้น แต่ปัญหาก็คือ แทบไม่มีใครศึกษากันอย่างจริงๆ จังๆ ว่า อาการปวดที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างกายของเราและแผลงฤทธิ์มากบ้างน้อยบ้าง ผลุบๆโผล่ๆในชีวิตประจำวันนั้น จะส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรและกินระยะเวลายาวนานเพียงใด
ความปวด ปัญหาที่ไม่มีใครอยากเจอ
คงมีแต่เพียงคำพูดติดตลกที่นำมาใช้แซวกันขำๆว่าา ‘แก่’ หรือ ‘สูงวัย’ แล้ว เมื่อใครสักคนบ่นว่าปวดเมื่อย เพราะความเข้าใจที่ว่าความปวดเมื่อยมักเป็นโรคที่อยู่คู่กับผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตาม สำหรับหนุ่มๆสาวๆ เองเคยได้ลองสังเกตตัวเองบ้างหรือไม่ว่าวันๆหนึ่งตัวเองรู้สึกเมื่อยล้าตามร่างกายกี่ครั้ง โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ชีวิตกว่าครึ่งค่อนวันฝากไว้ในออฟฟิศ ติดหนึบอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์
...ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมาช่วยกัน “ถอดรหัส” สัญญาณเตือนภัยเหล่านี้กันให้ละเอียดรอบคอบ เพราะนี่ไม่ใช่ปัญหาธรรมดาที่จะมองข้ามกันได้อีกต่อไป
-1-
รศ.นพ.ประดิษฐ์ ประทีปะวณิช นายกสมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทย ให้นิยามความปวดเอาไว้ว่า หมายถึงความรู้สึกไม่สบายกายหรือจิตใจจากการบาดเจ็บเนื้อเยื่อหรือประสบการณ์ทางอารมณ์ รวมถึงภาวะที่เป็นแนวโน้มถึงการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อด้วย
ทั้งนี้ ความปวดตามร่างกายนับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ซึ่งทุกครั้งที่รู้สึกมีอาการปวดก็สามารถตีความหมายได้ว่าในขณะนั้นร่างกายได้ส่งสัญญาณเตือนภัยบางอย่าง และความปวดนี้เป็นโรคที่พบในทุกเพศทุกวัย แต่มีน้อยคนที่จะให้ความสนใจเพราะอาการปวดนั้นไม่ได้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตหรือหากจะมีก็เป็นเพียงส่วนน้อย แต่เป็นบ่อยๆ เข้าก็มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้เช่นกัน
ที่สำคัญคือ เมื่อมีอาการปวดบ่อยๆ เข้าก็จะชักนำไปสู่การเกิดภาวะปวดชนิดที่เรียกว่า ‘เรื้อรัง’ ได้ อย่างไรก็ตาม หากใครที่เริ่มสงสัยว่าตนเองปวดถึงขั้นเรื้อรังหรือไม่ ก็สามารถใช้ระยะเวลาเป็นเครื่องมือในการวัดคือต้องมีอาการต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 3 เดือนขึ้นไป
“ปัจจุบันนี้มีประชากรผู้ใหญ่ 1 ใน 5 คนทั่วโลกตกอยู่ในภาวะความปวดเรื้อรัง โดยภาวะดังกล่าวอาจกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งได้ เนื่องจากจำนวนประชากรสูงอายุและผู้ป่วยโรคอื่นที่เกี่ยวข้องมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ความปวดจากการอักเสบ และความปวดที่เกี่ยวเนื่องกับระบบประสาท”
รศ.นพ.ประดิษฐ์อธิบายเพิ่มเติมถึงความปวดทั้ง 2 ประเภทที่กล่าวมาแล้วว่าความปวดจากการอักเสบมีสาเหตุมาจากอาการโรคข้ออักเสบชนิดข้อเสื่อม ถือเป็นโรคที่พบได้มากที่สุดซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการแตกของกระดูกอ่อนบริเวณข้อ มักเกิดขึ้นกับข้อที่ต้องแบกรับน้ำหนัก เช่นสะโพก เข่า และบริเวณหลังส่วนล่าง โรคนี้มักจะมีความสัมพันธ์กับความชรา แต่ปัจจัยอื่นๆก็เป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้ เช่น ความอ้วน หรือกรรมพันธุ์ และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ที่มักจะพบในเพศหญิงช่วงอายุ 30-50 ปี
ส่วนความปวดที่เกี่ยวเนื่องกับระบบประสาท ได้แก่ ความเจ็บปวดที่ระบบประสาทรอบนอก เป็นผลสืบเนื่องจากการป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคงูสวัด โดยจะมีอาการเจ็บแปลบเรื้อรังเป็นๆหายๆ และความเจ็บปวดที่ประสาทส่วนกลาง ซึ่งรวมถึงการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังโดยตรงหรือบริเวณอื่น เช่น มีอาการเจ็บปวดบริเวณปลายมือและเท้าหลายแห่ง เป็นต้น
“อาการปวดนอกเหนือจากสาเหตุที่มาจากโรคต่างๆที่ว่ามาแล้วนั้น ปัจจุบันโดยเฉพาะคนในวัยทำงานที่ต้องนั่งอยู่ในออฟฟิศทั้งวันก็มักจะพบกับอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวเพราะต้องนั่งทำงานทั้งวัน ร่างกายไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว ถือเป็นการดำเนินชีวิตด้วยพฤติกรรมแบบผิดๆ จนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังอย่างไม่รู้ตัวหรือเรียกอีกอย่างว่าเป็น ‘ออฟฟิศซินโดรม’ ซึ่งนับวันจะมีปริมาณผู้ป่วยด้วยโรคนี้สูงขึ้น และไม่ค่อยมีคนให้ความใส่ใจเพราะจะเป็นๆหายๆ กระทั่งเป็นมากจนร่างกายทนไม่ไหวถึงไปพบแพทย์”
-2-
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า อาการปวดจนกลายสภาพเป็นโรคปวดเรื้อรังนั้นล้วนมาจากพฤติกรรมเสี่ยงและการดำเนินชีวิตในรูปแบบผิดๆ ซึ่งเกิดขึ้นมากในสังคมทุกวันนี้ ทว่า เมื่อมันมาเยือนหรือย่างกรายเข้ามาแล้วเราคงต้องเตรียมตั้งมือรับ
สำหรับการเยียวยาภาวะปวดเรื้อรังนั้น รศ.นพ.ประดิษฐ์บอกว่า หากพบว่าตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการปวดไม่ว่าจะลักษณะใด ถ้านานกว่า 3 เดือนอย่าได้นิ่งนอนใจ ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปวดโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าขณะนี้ตามโรงพยาบาลใหญ่หลายแห่งในประเทศไทยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้แล้ว เพื่อทำการวินิจฉัยและรับการบำบัดรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองหรือบำบัดด้วยตนเอง เพราะยิ่งจะทำให้การรักษายากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ผู้ป่วยนั้น นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพชีวิตและจิตใจของผู้ป่วยแล้ว ยังก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจด้วย โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วมีสูงถึงกว่าร้อยละ 30 แต่โดยมากมักได้รับการรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาต่ำกว่าที่ควร โดยแนวโน้มดังกล่าวได้แพร่มาถึงภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก อย่างในฮ่องกงมีผู้ป่วยด้วยโรคปวดเรื้อรังสูงถึง 560,000 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 5.3 ล้านคน ซึ่งพบว่าผู้ป่วยในภูมิภาคนี้ส่วนมากจะเลือกวิธีการรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก เช่น การนวดจุด การกินยาสมุนไพร หรือซื้อยามากินเอง ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุดและให้ผลไม่แน่นอน
“หากมีอาการปวดเกิดขึ้นต้องเริ่มตีโจทย์ในร่างกายตัวเองให้ได้ โดยใช้พื้นฐานง่ายๆ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม ต้องค่อยๆพิจารณาไปทีละข้อว่าเรามีสาเหตุมาจากอะไรที่ทำให้ปวด ส่วนวิธีการรักษานอกจากพบแพทย์แล้วนั้น แนะนำให้ออกกำลังกาย เช่น การเล่นโยคะ พร้อมกับปรับปรุงพฤติกรรม คือหากมีสาเหตุมาจากการทำงานที่ต้องนั่งทั้งวันก็ต้องหมั่นขยับร่างกายบ้าง นี่ถือเป็นการรักษาแบบผสมผสาน” รศ.นพ.ประดิษฐ์ฝากไว้ทิ้งท้าย
การฝึกโยคะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อช่วยลดปัญหาความปวดที่เกิดขึ้น
-3-
แน่นอนว่าเมื่อกล่าวถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยบำบัดและบรรเทาอาการปวดสิ่งหนึ่งที่นึกถึงก็คือการออกกำลังกาย ซึ่ง ‘โยคะ’ ดูเหมือนจะเป็นศาสตร์ทางเลือกที่กำลังอินเทรนด์กันมากในขณะนี้
ชมชื่น สิทธิเวช หรือ ครูหนู ปรมาจารย์ด้านโยคะแห่งสถาบันบ้านโยคะได้อธิบายว่าวิถีของโยคะไม่ใช่การรักษาโรค แต่เป็นทางเลือกให้แก่ทุกคนได้ลองปฏิบัติเพื่อสามารถบรรเทาและป้องกันจากโรคภัยไข้เจ็บที่เราไม่อยากให้เป็นได้ ถ้าเลือกนำมาใช้ให้ถูกวิธี
สำหรับโรคเรื้อรังอย่างเช่นอาการปวดนั้น ผู้ที่มีอาการควรไปปรึกษาแพทย์เสียก่อนว่าการออกกำลังกายสามารถช่วยได้บำบัดได้หรือไม่ หากแพทย์ระบุว่าสามารถทำได้ โยคะก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าลองอย่างมาก
ทั้งนี้ โยคะที่เห็นตามสื่อทั่วไปมักนำเสนอแต่ท่าทางที่ปฏิบัติตามยาก แต่สวยงามมากด้วยสรรพคุณชวนให้ลองทำตาม ขณะที่ครูหนูกลับบอกว่าโยคะคือการยืดกล้ามเนื้อ กระดูกสันหลัง แต่ต้องไม่ถึงกับทำให้ตัวเองเกร็งจนเกินไป อยู่ในท่าสบายๆ การยืดตัวกอรปกับการหายใจเข้า-ออกลึกๆ จะทำให้ปอดขยาย ซึ่งคนทำงานส่วนใหญ่มักพบกับปัญหาสุขภาพเพราะอิริยาบถขณะนั่งทำงานในออฟฟิศ ดังนั้น ควรหันมาเตือนสติตัวเองอยู่เสมอคือต้องรู้จักจัดสรีระของตัวเองให้ถูกต้อง และหมั่นผ่อนคลายบ่อยๆ
“ท่าโยคะง่ายๆที่จะแนะนำซึ่งสามารถทำกันได้ในที่ทำงานคือ ขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้ให้ยืดตัวตรงแล้วหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นหายใจออกด้วยการกระแทกลมหายใจแรงๆ จะเป็นเหมือนการได้ปลดปล่อย และต้องหมั่นฝึกลมหายใจโดยพยายามหายใจช้าๆ เบาๆ หายใจเข้าท้องต้องป่อง หายใจออกท้องต้องยุบ การหายใจที่ดีจะช่วยให้ร่ายการเราเกิดความสมดุลได้”
ขึ้นชื่อว่า ปลา ทานแล้วก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย
แต่ถ้าเป็น น้ำมันปลา บางคนอาจยังไม่รู้จัก วันนี้เกร็ดความรู้ก็เลยนำ ความรู้เกี่ยวกับ น้ำมันปลา มาบอกกัน....
น้ำมันปลา (fish oil) เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม
ที่ได้รับความนิยมในการทานอย่างแพร่หลาย สารสำคัญที่เป็นสารออกฤทธิ์ในน้ำมันปลา คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกลุ่มหนึ่ง มีชื่อเรียกว่า กรดไขมันโอเมก้าสาม น้ำมันปลาสกัดจากเนื้อและหนังของปลาทะเล เช่น ปลาทูน่า แซลม่อน แมคคาเรล เป็นต้น
น้ำมันที่สกัดได้นี้ จะมีกรดไขมันโอเมก้าสาม 2 ชนิด คือ
• Eicosapentaenoic Acid เรียกโดยย่อว่า EPA และ
• Docosahexaenoic Acid เรียกโดยย่อว่า DHA
ส่วนน้ำมันตับปลาที่เรารู้จักกันดี สกัดจากตับของปลาทะเล เช่นปลาคอด แฮลิบัท เฮอร์ริ่ง มีสารสำคัญคือวิตามินเอ และดี
ประโยชน์ของน้ำมันปลา
• ช่วยโรคหัวใจขาดเลือด ( Coronary Heart Disease )
• ลดไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอร์ไรด์ ( Triglyceride )
• ลดความรุนแรงของโรคปวดข้อ รูมาตอยด์ ( Rhematoid Arthritis )
• บำรุงสมอง เพราะเซลล์สมองมีกรดไขมันชนิดนี้มาก จึงช่วยเสริมสร้างเซลล์
สมอง
ข้อควรระวัง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือดออกได้ง่ายห้ามทาน เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านเกร็ดเลือด หรือ แอสไพริน ผู้ที่มีเกร็ดเลือดต่ำ, มีจุดเลือดออกตามตัว, มีเส้นเลือดแตกในสมอง, เส้นเลือดแตกในจอตา จากโรคจอตาเสื่อมระยะสุดท้ายในเบาหวาน เป็นต้น ส่วนคนที่แพ้อาหารทะเล สามารถทานน้ำมันปลาได้ และมีความปลอดภัย
รู้อย่างนี้แล้ว ลองหันมาทานน้ำมันปลากันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี.
เพราะว่านมมีประโยชน์มีมากมายหลายอย่าง
เป็นแหล่งของแคลเซียมและโปรตีน ช่วยให้กระดูกเจริญเติบโตและแข็งแรง
เพราะงี้ นมก็เลยมีความสำคัญกับเด็กมาก โดยเฉพาะเด็กในช่วงก่อนเข้าวัยรุ่นและช่วงวัยรุ่น
เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายเจริญเติบโตเร็วมาก การได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ
จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก และเพิ่มความยาวของกระดูกภายในร่างกาย
แต่ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้น ก็คือในปัจจุบัน ได้มีการศึกษาพบว่านมมีผลต่อการลดน้ำหนักด้วย
จากรายงานผลการวิจัยของประเทศสหรัฐอเมริกา
พบว่านมมีส่วนช่วยควบคุมขบวนการเผาผลาญของร่างกายให้ทำงานได้ดีมากขึ้น
โดยการวิจัยนี้ พบว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบอย่าง นม โยเกิร์ต หรือเนยแข็ง
จะลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่รับประทานอาหารที่ไม่มีนมเป็นส่วนประกอบ
จะเห็นได้ชัดว่าการรับประทานอาหารที่มีนมเป็นหลัก
จะทำให้ไขมันที่อยู่ช่องท้องที่เกิดการเผาผลาญ และยังทำให้ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเรื้อรัง
เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือกระดูกพรุนด้วย
ประโยชน์ของพืชผัก
คุณประโยชน์ของสารอาหารจากพืชผัก
ผักและผลไม้สามารถแบ่งออกเป็นหลากหลายกลุ่มสี อันได้แก่ สีแดง, สีเหลือง/เขียว, สีเขียว, สีขาว/เขียว, สีส้ม/เหลือง, สีส้ม, สีแดง/ม่วง สีเหล่านี้ถูกผลิตมาจากสารอาหารจากพืชผักจำเพราะที่เรียกว่าไฟโตนิวเทรียนส์ (Phytonutrients) ที่จะทำปฎิกิริยากับร่างกายของเราและบางครั้งจะถูเก็บไว้ในร่างกาย สำหรับการมีสุขภาพที่ยอดเยี่ยม คุณควรรับประทานผักผลไม้หลากสีหนึ่งอย่างในแต่ละสีในทุกๆ วัน
สีส้ม-เหลือง ส้ม,ส้มจี๊ด,ลูกพีช,มะละกอ
สีส้ม แครอท,มะม่วง,แอพริคอท,แคนตาลูป,ฟักทอง,มันเทศ
สีแดง-ม่วง องุ่นแดง,ลูกพลับสดหรือแห้ง,ผลแครนเบอรี่,ราสเบอรี่,แบล็คเบอรี่,บลูเบอรี่,สตรอเบอรี่
สีแดง มะเขือเทศ,และผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ,แตงโม,ส้มโอ
สีเหลือง-เขียว ผักโขม,อโวคาโด,แตงเมลอน,ข้าวโพดเหลือง,ถั่วเขียว
สีเขียว บล็อคโคลี่,ถั่วงอก,ผักกาด,ผักกาดจีน,ผักปวยเล้ง
สีขาว-เขียว กระเทียม,หัวหอม,หอมหัวใหญ่,คื่นช่ายฝรั่ง,ต้นหอม,หน่อไม้ฝรั่ง
เราแนะนำให้รับประทานวันละ 7 ถ้วยตวง สำหรับผู้หญิง และ 9 ถ้วยตวง สำหรับผู้ชาย (หนึ่งถ้วยตวงสำหรับผักสด, สำหรับผักที่ปรุงแล้วให้เหลือครึ่งถ้วย หรือครึ่งถ้วยสำหรับผลไม้)
ในการทำให้การรับประทานผักผลไม้ 7 ถึง 9 ถ้วยตวงต่อวันเป็นเรื่องง่ายนั้น ลองรับประทานผักและผลไม้แช่แข็ง, ซอสมะเขือเทศหลากชนิด น้ำผลไม้หรือซุป และสลัีดทำสำเร็จ
สารอาหาร Phytonutrients สามารถช่วยป้องกันร่างกายเราจากมะเร็งได้
ประโยชน์ของสีในพืช
คุณทราบไหมคะว่าสารสีต่างๆ ที่มีอยู่ในพืชนั้นมีประโยชน์และมีบทบาทมากพอๆ กับวิตามินเลยทีเดียว โดยมาร์ ฟาร์กัวสัน ผู้สนใจทางเคมีวิทยาของพืชก็ได้แยกไว้อย่างคร่าวๆ พอให้เข้าใจได้ง่ายได้ดังนี้ค่ะ
สารสีแดง มีสาร Cycopene เป็นตัวพิวเม้นท์ให้สีแดงในแตงโม มะเขือเทศ สาร Betacycin ให้สีแดง
ในลูกทับทิม บีทรูท และแคนเบอร์รี่ สารทั้งสองอย่างนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Antioxydants
ซึ่งจะช่วยป้อง กันการเกิดมะเร็งหลายชนิด
สารสีส้ม ผักและผลไม้สีส้ม เช่น มะละกอ แครอท มีสาร Betacarotene ซึ่งมีศักยภาพต้านอนุมูลอิสระอันเป็นตัวก่อมะเม็ง คนผิวขาวซีดที่กินมะละกอหรือแครอทมาก ผิวจะออกสีเหลืองสวย ทางกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาประกาศว่า การกินแครอทวันละ 2-3 หัว จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล หรือไขมันในเลือด คนไทยที่ทดลองกินมะละกอห่ามมากๆ นานถึง 2 ปี จะช่วยเปลี่ยนสีผิวหน้าที่เป็นฝ้าให้หายได้โดยไม่ต้องพึ่งครีมแก้ฝ้าเลย
สารสีเหลือง พิกเม้นต์ Lutein คือสารสีเ